วันจันทร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2554

สหภาพแรงงาน


สหภาพแรงงาน คือ 
      
             สหภาพแรงงาน คือ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นโดยคนงาน เป็นอิสระจากอำนาจของรัฐบาล นายจ้าง และมีการบริหารตามระบอบประชาธิปไตยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดและควบคุมนโยบายต่างๆ

วัตถุประสงค์หลักของการจัดตั้งสหภาพแรงงาน มีดังนี้
  1. คุ้มครอง แสวงหาผลประโยชน์ของลูกจ้างทุกคนที่เป็นสมาชิกในเรื่องเงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการทำงาน รวมไปถึงหลักประกันความมั่นคงตลอดทั้งชีวิตและอนาคตของครอบครัว
  1. มีสิทธิและส่วนร่วมในการบริหารกิจการร่วมกับนายจ้างในการปรับปรุงวิธีทำงานให้ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนงาน รวมไปถึงคุณภาพชีวิตที่ดีในด้านที่อยู่อาศัยในสังคมอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและสหภาพแรงงาน โดยยึดหลักของความเป็นอิสระ และความเสมอภาคอย่างแท้จริง
  1. มีส่วนร่วมในการพัฒนาที่อยู่อาศัยและชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งศูนย์เด็กเล็ก สนามเด็กเล่น สวัสดิการร้านค้าสหกรณ์ออมทรัพย์ พัฒนาที่อยู่อาศัยและสภาพแวดล้อม
  1. มีสิทธิและส่วนร่วมทางการเมืองทุกระดับตั้งแต่ระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ ทั้งเป็นผู้มีสิทธิไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งไปเป็นผู้แทนของผู้ใช้แรงงาน ในการตรากฎหมายต่างๆ เพื่อคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้แรงงานทุกคน สหภาพแรงงานช่วยพัฒนาชุมชนในรูปกิจกรรมชุมชน
ลักษณะสำคัญของสหภาพแรงงาน
  1. สหภาพแรงงานคือ องค์กรทางชนชั้น สหภาพแรงงาน คือ องค์กรของคนงาน โดยคนงาน และเพื่อคนงาน
  1. สหภาพแรงงาน คือ องค์กรเพื่อการต่อสู้
  1. สหภาพแรงงาน คือ องค์กรที่ทำให้ความมุ่งหวังและความปรารถนาของชนชั้นกรรมาชีพเป็นความจริง หมายถึงว่า องค์กรสหภาพแรงงานจะทำงานเพื่อตอบสนองความมุ่งหวังและสิทธิประโยชน์ของคนงาน
  1. สหภาพแรงงาน คือ องค์กรมวลชน สหภาพแรงงานเป็นองค์กรของคนงานพื้นฐานและคนงานการผลิต คนงานเหล่านี้มีโอกาสที่จะถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายจ้างมากที่สุด ซึ่งสหภาพแรงงานเป็นองค์กรที่รวมคนงานไว้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศ อายุ ภูมิลำเนา สังคมดั้งเดิม พื้นเพทางการศึกษา และศาสนา
หน้าที่ของสหภาพแรงงาน
          สหภาพแรงงานจะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อความกินดีอยู่ดี ความมั่นคงและก้าวหน้าของคนงาน จำเป็นอย่างยิ่งที่สหภาพแรงงานจะต้องมีหน้าที่และดำเนินกิจกรรมตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์

สหภาพแรงงานมีหน้าที่ ดังต่อไปนี้
  1. เป็นศูนย์รวมพลังความสามัคคีของคนงาน โดยพยายามประสานให้คนงานทุกคนเข้าร่วมเป็นสมาชิก และให้โอกาสสมาชิกทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหภาพแรงงานอย่างสม่ำเสมอ โดยมีการบริหารงานแบบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
  1. ให้คำปรึกษาหารือกับสมาชิกหรือคนงานทั่วไปที่ต้องการคำแนะนำ และให้ความช่วยเหลือสมาชิกอย่างจริงจัง ในเรื่องที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม
  1. รับเรื่องร้องทุกข์เมื่อสมาชิกมาร้องเรียน กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมเกี่ยวกับการทำงาน เงื่อนไขการจ้างที่นายจ้างฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง หรือกฎหมายแล้วแต่กรณี
  1. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกจ้างในสถานประกอบการในการเจรจาต่อรองกับฝ่ายนายจ้าง ตั้งแต่ระดับโรงงานถึงระดับชาติ กรณีเป็นกรรมการไตรภาคีระดับชาติ ต้องถือว่าเป็นตัวแทนของคนงานทุกคนที่ต้องทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองคนงานอย่างเต็มที่
  1. ร่วมกับสหภาพแรงงานต่างๆที่รวมตัวกันเป็นขบวนแรงงาน เพื่อเคลื่อนไหวผลักดันเรียกร้องต่อรัฐบาล ให้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่เกี่ยวข้องด้านแรงงาน เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างเพิ่มขึ้น เช่น เพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ ผลักดันการประกันสังคม กองทุนประกันการว่างงาน ผลักดันกฎหมายสถาบันคุ้มครองสุขภาพ ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมในสถานประกอบการ และกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ให้อำนาจต่อรองกับสหภาพแรงงาน
  1. เข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ เพื่อความสมานฉันท์กับขบวนการแรงงานทั่วโลก ภายใต้ปรัชญาความเชื่อที่ว่า คนงาน คือพี่น้องกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับนายทุนระดับโลก ให้เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจต่างๆขององค์การค้าโลก ธนาคารโลกที่ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความมั่นคงในการทำงานของคนงานทั่วโลก
  1. สหภาพแรงงานต้องจัดให้มีการศึกษาเสริมทักษะ ความรู้ด้านอาชีพ ฝีมือแรงงาน และความรู้ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงขั้นสูงสุด
  1. ส่งเสริมสนับสนุนให้สมาชิกมีบทบาทและส่วนร่วมทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติ เพื่อให้มีตัวแทนขบวนการแรงงานในการบริหารประเทศและการตรากฎหมายต่างๆที่จะคุ้มครองสิทธิและผลประโยชน์ให้กับคนงานทุกคนอย่างยุติธรรม
  1. สร้างแรงงานสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง และระหว่างลูกจ้างด้วยกันบนพื้นฐานของความเสมอภาคและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
สหภาพแรงงาน ตามระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ มีสหภาพแรงงานอยู่เพียง 2 ประเภท คือ
  • สหภาพแรงงานที่จัดตั้งขึ้นในบริษัทเดียว หรือกิจการเดียว โดยสมาชิกเป็นลูกจ้างคนงานนายจ้างหรือสถานประกอบการเดียวกัน โดยที่สหภาพแรงงานประเภทนี้จะต้องมีลูกจ้างอย่างน้อย 10 คนที่ลงทะเบียนเข้าสังกัดเป็นสมาชิก
  • สหภาพแรงงานที่จัดตั้งตามสายอุตสาหกรรม โดยจะต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 10 คนที่ทำงานในสายอุตสาหกรรมเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างต่างบริษัทกัน หรือต่างสถานประกอบการ หรือต่างนายจ้างกันได้
          นอกจากนี้สหภาพแรงงานในบริษัทเดียวกัน หรือในกิจการเดียว อาจจำแนกได้เป็นสองระดับ ดังต่อไปนี้
  1. สหภาพแรงงานระดับพนักงานลูกจ้างธรรมดา คือ สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกจากลูกจ้างชั้นธรรมดาที่ไม่มีอำนาจในการจ้าง การลดค่าจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จหรือการลงโทษ
  1. สหภาพแรงงานระดับผู้บังคับบัญชา คือ สหภาพแรงงานที่มีสมาชิกมาจากลูกจ้างที่มีอำนาจในการจ้าง การลดค่าจ้าง การเลิกจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการลงโทษซึ่งลูกจ้างชั้นผู้บังคับบัญชาจะร่วมจัดตั้งหรือเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานเดียวกับลูกจ้างธรรมดาไม่ได้
          สหพันธ์แรงงาน คือ องค์กรที่ประกอบด้วยองค์กรสมาชิกอย่างน้อยสององค์กรสหภาพแรงงาน และต้องขึ้นทะเบียนกับนายทะเบียนของกระทรวงฯ ในปัจจุบันมีสหภาพแรงงานที่ขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการอยู่ 19 แห่ง แต่มีสหพันธ์แรงงานไม่ถึง 10 แห่งที่ดำเนินกิจกรรมด้านแรงงานอย่างแข็งขันจริงจัง

          สภาองค์การลูกจ้าง คือ องค์กรแรงงานระดับชาติ หรือเป็นศูนย์กิจกรรมแรงงานระดับชาติที่จดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมายกับทางราชการ โดยมีองค์กรสมาชิกไม่ต่ำกว่า 15 องค์กรซึ่งอาจเป็นสหภาพแรงงานหรือสหพันธ์ก็ได้ ในปัจจุบันมีสภาแรงงานที่จดทะเบียนอยู่ 9 แห่ง

          คณะกรรมการลูกจ้าง เป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นโดยลูกจ้างด้วยความสมัครใจของตนเองในสถานที่ทำงานของตน เพื่อการหารือร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง คณะกรรมการลูกจ้างใช้ระบบทวิภาคีที่จัดตั้งขึ้นในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างไม่ต่ำว่า 50 คนในที่เดียวกัน

          กลุ่มสหภาพแรงงานย่านต่างๆ เป็นองค์กรซึ่งเกิดจากการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานที่ทำการภายในพื้นที่เดียวกัน หรือใกล้เคียวกัน เป็นลักษณะการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการ อาจจะเป็นการจัดประชุมร่วมกัน หรือมีการจัดกิจกรรมการศึกษาร่วมกัน
ที่มา : แผ่นพับ “ทำไมต้องมีสหภาพแรงงาน” จัดทำโดย ศูนย์อเมริกันเพื่อแรงงานนานาชาติ และหนังสือ “ไดอารี่แรงงาน ปี 2546” จัดทำโดย มูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท(FES)



อ้างอิง  http://www.thailabordatabase.org/th/union.php?c=about

วิวัฒนาการของระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศอังกฤษ

วิวัฒนาการของระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศอังกฤษ


วิวัฒนาการของระบบแรงงานสัมพันธ์
                ในการผลิตสมัยดั้งเดิมของมนุษย์นั้นเป็นการผลิตในภาคเกษตรกรรมและมีลักษณะการผลิตเพื่อบริโภคมากกว่าที่จะผลิตเพื่อขายจึงมักเป็นการทำงานด้วยตัวเองหรืออาศัยแรงงานในครอบครัว ต่อมาเมื่อเศรษฐกิจขยายตัวขึ้นเกิดมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากันอย่างกว้างขวางทั้งในระดับท้องถิ่น ประเทศและระหว่างประเทศการผลิตจึงเปลี่ยนไปเป็นการผลิตเพื่อการค้าหรือผลิตเพื่อขาย ซึ่งจำเป็นจะต้องนำแรงงานจากภายนอกเข้ามาช่วยในการผลิต แรงงานที่นำเข้ามานี้อาจเป็นมนุษย์ที่ด้อยความเจริญกว่าที่ถูกจับกุมมาใช้แรงงานแบบทาส โยถือเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งหรือชนชาติที่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามหรือผู้ที่ยากจนยอมขายตัวลงเป็นทาส สภาพดังกล่าวได้ก่อให้เกิดระบบทาสขึ้นผู้ที่เป็นทาสนั้นจะถูใช้แรงงานอย่างเต็มที่สิ่งตอบแทนที่ได้รับก็เพียงที่พัก เสื้อผ้าและอาหารเพียงให้อยู่รอดเท่านั้น สภาพการทำงานจะขึ้นอยู่กับความพอใจของนายซึ่งระบบทาสนี้มีใช้มากในสหรัฐอเมริกาในสมัยเริ่มแรกแต่โดยที่ระบบนี้เป็นระบบที่ผิดหลักมนุษยธรรมในที่สุดระบบนี้ก็ถูกยกเลิกไป
                ในสังคมศักดินาของประเทศเกษตรกรรมนั้นทรัพย์สินที่สำคัญคือที่ดินผู้เป็นขุนนางจะเป็นเจ้าของที่ดินและจัดสรรที่ดินให้คนงานที่อยู่ภายใต้การปกครองของตนทำการเกษตรให้  คนงานจะได้รับส่วนแบ่งของผลผลิตตามเกณฑ์ที่เจ้าของที่ดินกำหนด ระบบนี้เรียกว่าระบบลูกนาหรือระบบข้าแผ่นดิน เมื่อเศรษฐกิจเจริญขึ้นระบบนี้เสื่อมสลายไปเช่นกันโดยเปลี่ยนเป็นการให้ชาวนาเป็นเจ้าของที่ดินเอง และมีระบบการจ้างงานมาแทน
                ระบบการจ้างานในระยะแรกนั้นยังติดความเชื่อแบบระบบทาสและระบบลูกนา ที่ว่านายจ้างเป็นนายที่มีอำนาจบังคับบัญชาอย่างเต็มที่อาจลงโทษได้แม้เฆี่ยนตี โดยลูกจ้างต้องปฏิบัติตามคำสั่งอย่างเดียวและผลตอบแทนในการทำงานจะได้รับตามที่นายจ้างหยิบยื่นให้เท่านั้น แนวความคิดนี้ยังมีอยู่มากในประเทศที่กำลังพัฒนาโดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดเล็กหรืออุตสาหกรรมในครอบครัว
                เมื่อระบบอุตสาหกรรมขยายตัวมีการจ้างงานในแต่ละกิจการมากขึ้นประกอบกับแนวความคิดเสรีนิยม เปิดโอกาสให้นายจ้างแสวงหากำไรสูงสุดโดยรับบาลไม่เข้ามาเกี่ยวข้อง นายจ้างได้พยายามสร้างกำไรให้กับตัวเองโดยพยายามกดค่าจ้างแรงงานและไม่ปรับปรุงสภาพการทำงาน ทำให้ลูกจ้างได้ทำงานในสถานที่มีฝุ่นมาก ร้อนอบอ้าว เต็มไปด้วยหมอกควัน มีชั่วโมงการทำงานยาวนาน ค่าจ้างต่ำไม่มีสวัสดิการใดๆในที่สุดลูกจ้างไม่อาจทนกับสภาพเช่นนี้ต่อไปได้จึงพยายามดิ้นรนต่อสู้และเกิดแนวความคิดเรื่องชนชั้น

แรงงานแนวคิดนี้ได้เน้นการรวมตัวของผู้ใช้แรงงานเพื่อขจัดการเสียเปรียบและสร้างอำนาจต่อรองกับนายจ้างเพื่อค่าจ้างที่สูงขึ้นและสภาพการทำงานที่ดี
                แนวความคิดของฝ่ายลูกจ้างดังกล่าวได้วิวัฒนาการมาเป็นการรวมตัวเป็นสหภาพแรงงานและองค์การลูกจ้างในรูปแบบอื่นเพื่อสร้างอำนาจต่อรองของฝ่ายลูกจ้างอย่างถาวรทำให้นายจ้างต้อง  ให้การยอมรับและยินยอมเข้าร่วมการปรึกษาหารือหรือการเจรจาต่อรองโดยฝ่ายนายจ้างเองก็มีการรวมตัวเป็นสมาคมนายจ้างและองค์กรนายจ้างในรูปแบบอื่นๆเช่นกันเกิดเป็นระบบความสัมพันธ์ระหว่างองค์การลูกจ้างและองค์การนายจ้างในลักษณะทวิภาคีเพิ่มมากขึ้นซึ่งได้มีการพัฒนามาจนถึงช่วงปัจจุบัน
                ระบบแรงงานสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักรมีความผูกพันใกล้ชิดกับระบบการเมือง และมีพัฒนาการมาจากประวัติความเป็นมาของตนโดยเฉพาะจึงแตกต่างจากระบบแรงงานสัมพันธ์ในประเทศอื่นๆซึ่งนำเข้าแนวคิดมาจากประเทศอื่นและเมื่อสืบสาวราวเรื่องกันแล้วจึงพบว่าแนวคิดเหล่านั้นมีที่มาจากบริษัทข้ามชาติสัญชาติอังกฤษที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศต่างๆทั่วโลกอย่างไรก็ตามระบบแรงงานสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักรในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายถึงแม้ว่าสถาบันหลักๆและกรอบกฎหมายต่างๆที่ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติในระบบแรงงานสัมพันธ์ในสหราชอาณาจักรจะยังคงต่อเนื่องมาจากในอดีตก็ตาม
                สหภาพแรงงานในสหราชอาณาจักร เริ่มถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในช่วงศตวรรษที่ 19 ซึ่งในขณะนั้นเงื่อนไขต่างๆในการทำงานของคนงานอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างแย่ อย่างไรก็ตามในระยะแรก สหภาพแรงงานยังไม่เป็นที่ยอมรับของรัฐสภาและฝ่ายนายจ้าง สหภาพแรงงานที่เกิดขึ้นในยุคต้นในระบบแรงงานสัมพันธ์ของอังกฤษค่อนข้างมีความหลากหลายกล่าวคือ มีตั้งแต่สหภาพแรงงานของช่างฝีมือ(Craft unions) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานของกลุ่มช่างฝีมือมีขนาดเล็กไปจนถึงสหภาพแรงงานขนาดใหญ่ในบริษัทใหญ่ๆสหภาพแรงงานในสหราชอาณาจักรค่อยๆ เคลื่อนไหวสร้างความเข้มแข็งขึ้นตามลำดับจนในที่สุดก็ได้รับการยอมรับจากรัฐบาลและนายจ้างส่วนใหญ่ ยุคที่สหภาพแรงงานของสหราชอาณาจักรมีความเฟื่องฟูมากที่สุดอยู่ในช่วงทศวรรษ 1970 s ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้นำสหภาพแรงงานมีอิทธิพลสูงมากในกากรเจรจาต่อรองร่วมกันกับฝ่ายนายจ้าง เนื่องจากสหภาพแรงงานมีสมาชิกรวมกันทั้งสิ้นเป็นจำนวนมากถึง 13.2 ล้านคน นอกจากนี้ผู้นำสหภาพแรงงานยังมีอิทธิพลต่อการตัดสันใจของฝ่ายนิติบัญญัติอีกด้วย
สำหรับแนวความคิดด้านแรงงานสัมพันธ์ของอังกฤษ  Adam Smith  ปลายศตวรรษที่ 18 นักเศรษฐศาสตร์ชาวอังกฤษเจ้าของทฤษฎีการค้าเสรี ได้มีแนวคิดว่าในระบบการค้าเสรีนั้น นายจ้างจะพยายามจ่ายค่าจ้างให้ต่ำลงเท่าที่จะต่ำได้ ซึ่งจะทำให้ลูกจ้างมีการรวมตัวกันเป็นสมาคมคนงาน เพื่อมุ่งคุ้มครองค่าจ้าง
ที่ได้รับอยู่ให้คงไว้เพื่อเป็นหลักประกันทางเศรษฐกิจของคนงาน และหากการดำเนินการไม่เป็นผล ลูกจ้างอาจนำการนัดหยุดงานมาใช้ ซึ่งถ้าลูกจ้างดำเนินการอย่างไม่รอบครอบและขาดเหตุผลก็อาจเผชิญกับการตอบโต้จากนายจ้างอย่างเฉียบขาด จนเกิดผลร้ายต่อลูกจ้างเองได้  Sidney and Beatrice Webb เป็นการสร้างระบบประชาธิปไตยทางอุตสาหกรรมโดยเห็นว่าการต่อสู้ทางชนชั้นไม่ใช่วิธีทางแรงงานสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องทำลายล้างระบบนายทุนแต่ไม่ควรให้นายจ้างมีอำนาจในการบริหารงานโดยเด็ดขาดเพียงฝ่ายเดียว
               

การปกครองสมัยสุโขทัย

 การปกครองสมัยสุโขทัย
อาณาจักรสุโขทัยเมื่อแรกตั้งเป็นอาณาจักรเล็กๆสมัยที่รุ่งเรืองที่สุดคือสมัยพ่อขุนรามคำแหง มหาราชมีอาณาเขตทิศเหนือจรดเมืองลำพูน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือจรดเทือกเขาดงพญาเย็นและภูเขาพนมดงรักทิศตะวันตกจรดเมืองหงศาวดี ทางใต้จรดแหลมมลายู มีกษัตริย์ปกครองเป็นเอกราชติดต่อกันมา 6 พระองค์อาณาจักรสุโขทัย เสื่อมลงและตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาเมื่อสมัยพญาไสลือไท โดยทำสงครามปราชัยแก่ พระบรมราชาที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาในปี  พ.ศ 1921  และราชวงศ์พระร่วงยังคงปกครองในฐานะประเทศราชติตต่อกันมาอีก 2 พระองค์ จนสิ้นราชวงศ์ พ.ศ.1981
ลักษณะการปกครองสมัยสุโขทัย
 แบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น และการปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย ดังต่อไปนี้
 1. การปกครองสมัยสุโขทัยตอนต้น   เมื่อขอมปกครองสุโขทัยใช้ระบบการปกครองแบบ นายปกครองบ่าว เมื่อสถาปนากรุงสุโขทัยขึ้นใหม่ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์จึงจัดการปกครองใหม่เป็นแบบ บิดาปกครองบุตร หรือ พ่อปกครองลูก หรือ ปิตุลาธิปไตย
ซึ่งมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ
             1. รูปแบบราชาธิปไตย  หมายถึง พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ปกครองสูงสุด ทรงใช้อำราจสูงสุดที่เรียกว่า อำนาจอธิปไตย
                  2. รูปแบบบิดาปกครองบุตร หมายถึง พระมหากษัตริย์ ทรงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประชาชนมาก จึงเปรียบเสมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว หรือ พ่อ จึงมักมีคำนำหน้าพระนามว่าพ่อขุน
             3. ลักษณะลดหลั่นกันลงมาเป็นขั้น ๆ เริ่มจากหลายครอบครัวรวมกันเป็นบ้าน มี พ่อบ้าน เป็นผู้ปกครอง หลายบ้านรวมกันเป็นเมือง มี พ่อเมือง เป็นผู้ปกครอง หลายเมืองรวมกันเป็นประเทศ มี พ่อขุน เป็นผู้ปกครอง
            4. การยึดหลักธรรมในพุทธศาสนาในการบริหารบ้านเมือง
  
2. การปกครองสมัยสุโขทัยตอนปลาย   การปกครองแบบบิดาปกครองบุตรเริ่มเสื่อมลง เนื่องจากสถาบันพระมหากษะตริย์ไม่มั้นคง เกิดความรำส่ำระสาย เมืองต่าง ๆ แยกตัวเป็นอิสระ พระมหาธรรมราชาที่ 1 จึงทรงดำเนินพระราชกุศโลบาย ทรงทำนุบำรุงส่งเสริมพระพุทธศาสนา และทรงปฏิบัติธรรมเป็นตัวอย่างแก่ราษฏรเพือ่ให้ราษฎรเลื่อมใสศรัทธาในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา สร้างความสามัคคีในบ้านเมือง ลักษณะการปกครองสุโขทัยตอนปลายจึงเป็นแบบ ธรรมราชา ดังนั้นจึงนับได้ว่าพระองค์ธรรมราชาพระองค์แรก และพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชาทุกพระองค์
การปกครองสมัยสุโขทัย
        การเมืองการปกครอง สมัยสุโขทัย แบ่งเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. การปกครองแบบพ่อปกครองลูก เป็นลักษณะเด่นอขงการปกครองตนเองในสมัยสุโขทัย การปกครองลักษณะนี้ พระมหากษัตริย์เปรียบเหมือนพ่อของประชาชน และปลูกฝังความรู้สึกผูกพันระหว่างญาติมิตร การปกครองเช่นนี้เด่นชัดมากในสมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
2. การปกครองแบบธรรมราชาหรือธรรมาธิปไตย ลักษณะการปกครองทรงยึดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา และต้องเผยแพร่ธรรมะ สู่ประชาชนด้วย การปกครองแบบธรรมราชานั้นเจริญรุ่งเรืองมากในสมัยพระมหาธรรมราชาที่ 1 พระองค์ทรงออกบวชและศึกษาหลักธรรมอย่างแตกฉาน นอกจากนี้ยังทรงพระราชนิพนธ์หนังสือเตภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง) ไว้ให้ประชาชนศึกษาอีกด้วย
3. ทรงปกครองโดยยึดหลักสิทธิเสรีภาพ เป็นการปกครองที่พระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด แต่ให้มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพด้านต่าง ๆ ตามความถนัดเป็นต้น
 การปกครองของอาณาจักรสุโขทัย แบ่งการปกครองออกเป็น
1. เมืองหลวง หรือราชธานี เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชวังและวัดจำนวนมาก ตั่งอยู่ในและนอกกำแพงเมือง ราชธานีเป็นศูนย์กลางทางการปกครอง การศาสนา วัฒนธรรม ศิลปะและขนบประเพณี พระมหากษัตริย์ทางเป็นผู้ปกครองเอง
2. เมืองลูกหลวง เป็นเมืองหน้าด่าน ตั้งอยู่รอบราชธานีห่างจากเมืองหลวงมีระยะทางเดินเท้าประมาณ 2 วัน ได้แก่ เมืองศรีสัชนาลัย เมืองสองแคว เมืองสระหลวง เมืองชากังราว  เมืองลูกหลวงเป็นเมืองที่เจ้านายเชื้อพระวงส์ได้รับแการแต่งตั้งจากพระมหากษัตริย์
แหล่งอ้างอิง: 
http://www.dopa.go.th/history/suk.htm

ผลสะท้อนของสัญญาประชาคม

                     ผลสะท้อนของสัญญาประชาคม
             
                ในประวัติความคิดทางการเมืองอิทธิพลของรุสโซดูจะมีมากกว่าและลึกกว่ามองเตสกิเออในแง่ของการประทับความรู้สึกนึกคิดของคนร่วมสมัยและผลสะท้อนในศตวรรษต่อมาความสำเร็จของทฤษฎีต่างๆ   ของรุสโซเกิดขึ้นก็เนื่องจากว่าสังคมยุโรปโดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมฝรั่งเศสในขณะนั้นกำลังต้องการอยู่  ก่อนหน้าการปฏิวัติใหญ่ในปี ค.ศ.1789  บรรดาผู้คนแก่ทั้งหลายต่างก็หยิบยก  “สัญญาประชาคม”   ขึ้นมาถกเถียงกัน   กล่าวได้ว่าการปฏิวัติ 1789 ได้รับอิทธิพลทั้งโดยทั้งทางตรงและทางอ้อมจากความคิดมูลฐานสำคัญๆแห่ง  “สัญญาประชาคม”  ซึ่งได้เข้ามาแทรกซึมอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของมหาชนผู้มีการศึกษาและแพร่ขยายออกไป    ความคิดมูลฐานสำคัญๆ  ดังกล่าวนี้ได้แก่  ความคิดเกี่ยวกับเอกภาพของรัฐ   เกี่ยวกับผลประโยชน์ส่วนร่วมที่จะต้องได้รับการเคารพ   เกี่ยวกับอำนาจอธิปไตยของประชาชน  เกี่ยวกับกฎหมายซึ่งเป็นการแสดงออกของเจนจำนงทั่วไป   เกี่ยวกับการขจัดออกไปซึ่ง  “สังคมย่อย”  อันได้แก้กลุ่มคระต่างๆ  สมาคมพรรคการเมือง  เกี่ยวกับความไม่ไว้วางใจฝ่ายบริหารเกี่ยวกับระบอบเผด็จการเพื่อความปลอดภัยสาธารณะและเกี่ยวกับศาสนาของราษฎร
       ความคิดของรุสโซเหล่านี้มีอิทธิพลต้อผู้ร่างรัฐธรรมนูญฝรั่งเศส  ค.ศ.1789 มาก  เช่นเดียวกับอิทธิพลของความคิดของมองเตสกิเออและของซิเออแยส  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปี  ค.ศ.1792  ความคิดเหล่านี้ได้เข้าครบงำกลุ่มการเมืองสำคัญๆ   ของฝรั่งเศสอันได้แก่กลุ่มมองตานญ์  และโรเบสปีแอร์  รัฐธรรมนูญ  ค.ศ.1793  ของฝรั่งเศสก็คือผลิตผลโดยตรงของความคิดของรุสโซ  ในปัจจุบันระบอบประชาธิปไตยตะวันตกก็ยังเป็นระบอบที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดของรุสโซอยู่หลายประการ  ได้แก่มนุษย์ทุกคนเกิดมาอิสระและยังคงเป็นอิสระและเสมอภาคกันในกฎหมาย  ความคิดที่ว่าจุดมุ่งหมายของรัฐก็คือการธำรงรักษาไว้ซึ่งสิทธิธรรมชาติของมนุษย์  ความคิดที่ว่าบุคคลเมื่อเข้ามาร่วมตัวกันอยู่เป็นรัฐก็ไม่ควรอยู่ใต้อำนาจใครเลย  นอกจากอำนาจของมวลพวกเขากันเอง   และประการสุดท้าย  ความคิดที่ว่ากฎหมายคือการแสดงออกของเจนจำนงทั่วไป  ราษฎรทุกคนมีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย

อ้างอิง  www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plan-kkw...03...7

พื้นฐานทางความคิด ของ จอห์น ล็อค

      พื้นฐานทางความคิด ของ  จอห์น  ล็อค
               จอห์น  ล็อด  เป็นนักปรัชญาที่มีความเห็นเป็นกลางๆ  หลักการในการหาความรู้ของเขาไม่ได้เคร่งครัดอยู่กับประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสหรือเหตุผลอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ  เขาเป็นนักประจักษ์นิยมหรือประสบการณ์นิยม   ในแง่ที่ว่าเขาคิดว่าเนื้อหาของความรู้ได้มาโดยอาศัย  ประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส  และการไตร่ตรองด้วยเหตุผล   เขาจึงไม่ใช่นักประจักษนิยมแบบเคร่งครัด  ที่ยึดหลักว่าความรู้ได้มาด้วยประสาทสัมผัสเท่านั้นส่วนหนึ่งเขาคล้อยตามพวกเหตุผลนิยม  คือเขาคิดว่า  ความเห็นหรือความเชื่อต่างๆ นั้น  ต้องนำมาวิเคราะห์ด้วยเหตุผลเสียก่อน  และคิดว่าไม่ควรใช้อารมณ์และความรู้สึกเป็นพื้นฐานในการตัดสินด้วยเหตุผล   นั่นคือ  เมื่อต้องใช้เหตุผลต้องเป็นการใช้เหตุผลอย่างบริสุทธิ์  ยิ่งกว่านั้น  ล็อดไม่ได้ปฏิเสธความจริงทางจิตหรือวิญญาณ  กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ  ตลอดจนการเปิดเผยของพระเจ้า
              ล็อคได้รับแรงกระตุ้นอย่างมากจากการอ่านงานของเดส์การ์ตส์  โดยเฉพาะเรื่องการใช้เหตุผลล็อดพยายามวอเคราะห์ว่าเหตุผลนั้นเชื่อถือได้เพียงใด  ทำอย่างไรจึงเรียกว่ามีเหตุผล  เขาศึกษาเรื่องนี้อยู่นานจึงได้เขียนหนังสือเรื่อง  An  Essay  Concerning  human  Understanding   ซึงได้วิจารณ์เรื่องความคิดติดตัวมาแต่กำเนิด  สืบสาวหาต้นกำเนิด  และจำแนกประเภทของความคิด  ตลอดจนวิเคราะห์ความคิดของมนุษย์   อาจเป็นเพราะการเขียนหนังสือเล่มนี้ใช้เวลานานและไม่ได้เขียนอย่างต่อเนื่อง  จึงทำให้ความคิดของล็อคไม่คงเส้นคงวา
                ญาณวิทยาหรือทฤษฎีความรู้
      ล็อคพยายามสืบสาวหาต้นกำเนิดของความรู้  หาความแน่นนอนและขอบเขตของความรู้   ล็อคคิดว่าถ้าเขาสามารถอธิบายได้  ความรู้ประกอบด้วยอะไรบ้าง  เราได้ความรู้มาอย่างไร  ก็จะทำให้เขากำหนดขอบเขตความแน่นอนของความรู้ได้
      ล็อคได้ข้อสรุปว่า  ความรู้นั้นอยู่ที่ความคิด  คำว่าความคิดในที่นี้ความหมายต่างกับ  ความคิด  หรือแบบของเพลโตหมายถึงความคิดที่เกิดขึ้นจากวัตถุที่เรามีประสบการณ์  เช่น  ขณะเรามองดูต้นไม้ความคิดเกี่ยวกับต้นไม้หรือภาพของต้นไม้ก็เกิดขึ้นในจิตของเรา  สิ่งที่เกิดขึ้นในจิต  เช่นนี้แหละที่ล็อคเรียกว่า  ideas   และต้นกำเนิดของความคิดลักษณะนี้คือประสบการณ์  ล็อคอธิบายว่าประสบการณ์ได้มาสองทางคือ  ทางผัสสะ  กับการไตร่ตรอง  นั่นหมายความว่าความคิดทุอความคิดเกิดจากประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสที่เรามีต่อโลก  และเกิดจากการไตร่ตรองทาง
ความคิดอันเกิดจากประสาทสัมผัสเหล่านั้น  การไตร่ตรองนี้ถือว่าเป็นประสบการณ์ภายใน  สิ่งที่
ล็อดเขาเน้นก็คือ  เขาถือว่า  เราไม่สามารถมีประสบการณ์เกี่ยวกับการไตร่ตรอง   จนกว่าเราจะได้ประสบการณ์ทางทางประสาทสัมผัส    หมายความว่าจิตของเราแต่ละคนในตอนเริ่มต้นนั้นว่างเปล่า  เหมือนกระดาษขาวประสบการณืเท่านั้นที่จะบันทึกความรู้ลงไปบนจิต นี้แสดงว่าล็อคได้ปฎิเสธทฤฎีความคิดติดตัว

อ้างอิง  www.bloggang.com/viewdiary.php?id=plan-kkw...03...7

การปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น

              การปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
            
                 การปกครองในสมัยอยุธยาเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียว เหมือนกับสมัยสุโขทัย แต่ต่อมา แนวความคิดในการปกครองได้เปลี่ยนแปลงไปลักษณะทางการเมืองการปกครองสมัยอาณาจักรอยุธยาตอนต้น มีการปกครองแบบเดียวกับสุโขทัย แต่หลังจากที่ไทยสามารถตีนครธมของขอมได้ใน พ.ศ.1974 และกวาดต้อนขุนนางและประชาชนชาวขอม ที่เคยอยู่ภายใต้อำนาจของอินเดียเข้ามาในอยุธยาเป็นจำนวนมาก ขุนนางและประชาชนเหล่านี้ ได้เอาแนวความคิดในการปกครองของเขมร ที่ได้รับอิทธิพลส่วนหนึ่งจากลัทธิพราหมณ์มาใช้ในกรุงศรีอยุธยา คือ แบบเทวราชา หรือ เทวสิทธิ ทำให้แนวความคิดเกี่ยวกับ เรื่องเทวราชาเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยมากขึ้น และทำให้สถาบันการปกครองของไทยเปลี่ยนแปลงไปจากการปกครองแบบ "พ่อ" กับ "ลูก" ในสมัยสุโขทัย มาเป็นการปกครองแบบ "นาย" กับ "บ่าว" ทั้งนี้เพราะการปกครองแบบเทวสิทธิ์ถือว่าพระมหากษัตริย์เป็นเสมือนเจ้าชีวิตเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด สามารถกำหนดชะตาชีวิตของผู้อยู่ใต้การปกครองได้ และถือว่าอำนาจในการปกครองนั้น พระมหากษัตริย์ทรงได้รับจากสวรรค์ เป็นเทวโองการ การกระทำของพระมหากษัตริย์ถือว่าเป็นความต้องการของพระเจ้า พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเสมือนเทพเจ้าองค์หนึ่ง หรือ สมมติเทพ เป็น นายของประชาชน และประชาชนเป็นบ่าว ของพระมหากษัตริย์ที่จะขัดขืนมิได้เด็ดขาด พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเจ้าชีวิตของประชาชนทุกคน สถาบันกษัตริย์ในสมัยอยุธยาจึงห่างเหินจากประชาชนเป็นอันมาก ซึ่งอาจเรียกการปกครองแบบนี้ว่า "ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์" คือ พระมหากษัตริย์มีอำนาจเด็ดขาดสมบูรณ์แต่ผู้เดียว
               พระเจ้าอู่ทองได้ทรงจัดระเบียบการปกครองส่วนกลางเป็นแบบจตุสดมภ์ตามแบบขอม มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้อำนวยการปกครองสูงสุด และมีเสนาบดี 4 คน คือ ขุนเมือง (เวียง) ขุนวัง ขุนคลัง และขุนนา เป็นผู้ช่วยดำเนินการเกี่ยวกับกิจการทั้ง 4 คือ
         1.1  ขุนเมือง ทำหน้าที่บังคับกองตระเวนซ้าย ขวา และขุนแขวง อำเภอ กำนัน
ในกรุงบังคับศาลพิจารณาความฉกรรจ์มหันตโทษ
          1.2  ขุนวัง ทำหน้าที่รักษาพระราชมนเฑียร และพระราชวังชั้นนอกชั้นในเป็น
พนักงานจัดการพระราชพิธีทั้งปวงทั่วไป และบังคับบัญชาข้าราชการฝ่าย
          1.3  ขุนคลัง ทำหน้าที่ในการบังคับบัญชาในเรื่องเกี่ยวข้องกับการเงิน ซึ่งจะเข้าใน
พระคลังและที่จะจ่ายราชการบังคับจัดการภาษีอากรขนอนตลาดทั้งปวงและบังคับศาล
ซึ่งชำระความเกี่ยวข้องด้วยพระราชทรัพย์ของหลวงทั้งปวง
           1.4  ขุนนา มีหน้าที่ดูแลรักษานาหลวงเก็บค่าเช่าจากราษฎร เป็นพนักงานจัดซื้อข้าว
ขึ้นฉางหลวง เป็นพนักงานทำนาตัวอย่าง ชักจูงราษฎรให้ลงมือทำนาด้วยตนเองเป็น
ผู้ทำนุบำรุงชาวนาทั้งปวงไม่ให้เสียเวลาทำนา นอกจากนั้นยังมีอำนาจที่จะตั้งศาลพิพากษา
ความที่เกี่ยวข้องด้วยเรื่องนาและโคกระบือ

อ้างอิง  www.thaigoodview.com/node/18504